Home Talk To Language Express กับประสบการณ์ตรงจากการเรียนภาษาอังกฤษที่นี่

[แนะนำ] Language Express กับประสบการณ์ตรงจากการเรียนภาษาอังกฤษที่นี่

[แนะนำ] Language Express สถาบันสอนภาษาอังกฤษ

วันนี้จะขอมาเล่าถึงประสบการณ์จากการเข้าเรียนภาษาอังกฤษที่สถาบัน Language Express เพลินจิต มาแนะนำให้เป็น 1 ในแนวทางสำหรับการตัดสินใจ เผื่อใครที่ยังนึกไม่ออกว่าจะเรียนคอร์สภาษาอังกฤษเพิ่มเติมจากที่ไหนดี

Language Express

ก่อนอื่นจะขออธิบายเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบคร่าวๆ ของที่นี่กันก่อนนะฮะ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ดังนี้

1. แบ่งระดับชั้นเป็น 4 Levels ได้แก่
>> Gateway (ระดับเริ่มต้น)
>> Departure (ระดับกลาง)
>> Interchange (ระดับกลาง-เน้นสนทนา)
>> Arrival (ระดับสูง-Business)

2. แต่ละระดับ มี 6 Step, แต่ละ Step มี 24 Lessons (แบ่งเป็น Conversation 12 Lessons และ Grammar 12 Lessons)

3. เปิดสอนทุกวัน  (ยกเว้นวันหยุดพิเศษ)

ซึ่งก่อนจะเข้าเรียน ก็ต้องมีการสอบวัดระดับตามธรรมเนียม เพื่อจะได้รู้ว่าความรู้ของคุณ ณ ขณะนั้น อยู่ในระดับไหน และเหมาะกับคลาสเรียน Level ไหน

สำหรับการสอบวัดระดับนั้น จะเริ่มจากการทำ Test ในคอมพิวเตอร์ จากนั้นจะมีการสัมภาษณ์กับ Teacher อีกครั้งหนึ่ง (สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ) ซึ่ง Teacher จะเป็นคนสรุปให้ว่า เราควรจะเริ่มเข้าเรียนที่ Level ไหน Step ไหน



ในส่วนของรายละเอียดของเนื้อหาในแต่ละ Level นั้น จะขอเล่าแค่เท่าที่ได้เข้าเรียนมานะฮะ ทั้งหมด 3 ระดับ คือ Gateway, Departure และ Interchange (ในที่นี้จะไม่ขอพูดถึงระดับ Arrival ซึ่งเป็นระดับสุดท้ายของที่นี่นะฮะ เพราะเรียนจบคอร์สซะก่อน ยังไปไม่ถึงระดับนี้) พอจะสรุปได้ประมาณนี้

1. Gateway – จะเรียนรู้เกี่ยวกับบทสนทนาสั้นๆ ง่าย และ Grammar เบื้องต้น (พวก Simple Tense และ Continuous Tense จะเรียนใน Level นี้)

2. Departure – บทสนทนาจะเริ่มยาวขึ้น, คำศัพท์เริ่มยากขึ้น และ Grammar จะมีความซับซ้อนมากขึ้น (พวก Perfect Tense จะมาเรียนใน Level นี้)

3. Interchange – ใน Level นี้จะเน้นเรื่องการสนทนา แต่ก็ยังคงมี Grammar อยู่เช่นเคย สำหรับการสนทนา จะไม่มีบทสนทนาหรือไดอะลอคให้ท่องตามเหมือนใน Level 1 และ 2 แต่จะเป็นลักษณะเหมือนพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียความคิดกัน โดยมีการกำหนดหัวข้อมาให้ ว่าในแต่ละบทจะคุยกันเรื่องอะไร


และต่อจากนี้ จะขอสรุปส่วนที่ชอบและไม่ชอบจากความคิดเห็นส่วนตัวที่ได้สัมผัสมานะฮะ (ไม่อยากใช้คำว่าข้อดี-ข้อเสีย เพราะแต่ละคนก็อาจจะรู้สึกไม่เหมือกันนะฮะ) “No Sponsor!!! OK???”

มาว่ากันที่ ส่วนที่ชอบ ของที่นี่ก่อนเลยละกัน
1.  การเข้าคลาสเรียนมีความยืดหยุ่นมาก ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าคุณจะต้องเข้าเรียนวันนี้ เวลานี้ตลอดทั้งคอร์สนะ คือ คุณอยากจะเข้าเรียนวันไหน เวลาไหน ก็ได้ แล้วแต่ที่คุณสะดวก เพราะใน 1 สัปดาห์ จะเปิดสอนทั้งหมด 6 Lessons (3 Conversation, 3 Grammar) คุณก็ดูตารางเวลาแล้วบริหารชั่วโมงเรียนของคุณเองเลย อยากเน้นสนทนา หรือเน้น Gramma หรือเน้นทั้งคู่ ก็ Booking คลาสเองได้เลย (บทไหนไม่เข้าใจ สามารถเข้าเรียนซ้ำได้)

2.  Teacher ที่เข้าสอนจะหมุนเวียนกันไป มีหลากหลายสัญชาติทั้งอเมริกัน, อังกฤษ, สก็อตแลนด์, ออสเตรเลีย เป็นต้น (มีคนเอเชียด้วย แต่น่าจะเป็น Teacher แบบฟรีแลนซ์มั้ง เพราะไม่ได้เจอบ่อย) ดังนั้น เราจึงจะได้พบกับ Teacher ที่หลากหลายสำเนียง ทำให้เรามีโอกาสได้เรียนรู้หลายๆ สำเนียงไปในตัว

3.  จากการที่เราสามารถเลือกเข้าเรียนวันไหน เวลาไหนก็ได้ จึงทำให้เรามีโอกาสได้เจอเพื่อนใหม่ตลอดเวลา

4.  ข้อนี้สำคัญ คือมีชาวต่างชาติมาเข้าเรียนที่นี่เยอะมาก ทั้งญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน, ฝรั่งเศส, เวเนซุเอลา, เนปาล, เยเมน , เวียดนาม, พม่า เป็นต้น (โดยเฉพาะ ช่วงเช้า-บ่าย จะเยอะเป็นพิเศษ ไม่ค่อยมีคนไทย) ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ทำให้เรามีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น (ภาษา ถ้าเรียนแล้วไม่ได้ใช้ เดี๋ยวก็ลืม) รวมถึงได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนชาติอื่นๆ ด้วย เผลอๆ อาจได้แฟนต่างชาติด้วยนะเออ (เพื่อนที่เรียนด้วยกันกับแมว เป็นญี่ปุ่นกับจีน เรียนด้วยกันมาเกือบ3 เดือน เป็นแฟนกันซะละ)

5.  โลเคชั่นดีมาก อยู่ติด BTS เพลินจิตเลย (สถาบันตั้งอยู่ที่อาคารมหาทุนพลาซ่า)

6.  บางช่วงเวลา จะมีนักเรียนเข้าเรียนน้อย (บางครั้งเหลือแค่คนเดียวก็มี) ทางสถาบันก็ยังคงเปิดสอนเหมือนปรกติ เท่ากับว่า เรามีโอกาสได้เรียนแบบ Private Class ไปในตัว (เหมือนได้เรียนแบบ Private Class ในราคาถูก)


ต่อไปก็เป็น ส่วนที่ไม่ชอบ กันบ้างนะฮะ
1.  การแบ่ง Level ของที่นี่ น้อยเกินไป (มีเพียงแค่ 4 Level เท่านั้น) จึงทำให้นักเรียนที่อยู่ใน Level เดียวกัน มีพื้นฐานไม่ใกล้เคียงกัน (เช่น จากที่เจอมาใน Level 1 บางคนมาแบบเริ่มต้นจริงๆ คือฟัง-พูดไม่ได้เลย กับบางคนสามารถฟังและสื่อสารได้ แต่อาจจะไม่ได้ Grammar) จึงกลายเป็นว่า สร้างความอึดอัดและเบื่อหน่ายให้กับหลายๆ คน (สำหรับบางคนอาจจะคิดว่าสอนเร็วเกินไป ตามไม่ทัน แต่สำหรับบางคนมองว่าสอนช้าเกินไป น่าเบื่อ)

2.  ด้วยความที่ Teacher มาจากหลากหลายสัญชาติ หลากหลายสำเนียง จึงทำให้นักเรียนบางคน ปรับตัวไม่ทัน แล้วทำให้ฟังไม่รู้เรื่องไปโดยปริยาย ยิ่งบางคนที่ไม่ได้มีความเป็นครูโดยธรรมชาติ เวลาอธิบายหรือตอบคำถามนักเรียน บ่อยครั้งที่มักจะให้คำตอบที่ไม่ชัดเจน และทำให้นักเรียนยิ่งงงไปใหญ่

3.  การตอบคำถามในบางเรื่องของ Teacher แต่ละคน ในเรื่องเดียวกันเราอาจจะได้คำตอบที่ไม่เหมือนกัน เช่น การเฉลยคำตอบในหลายๆ แบบฝึกหัด จะเฉลยไม่เหมือนกัน (ปรกติแมวจะเข้าเรียน 1 บท ประมาณ 2 ครั้ง ดังนั้น จึงมีโอกาสเจอ Teacher คนละคนกัน ซึ่งในหลายๆ ครั้ง พอเรียนครั้งที่ 2 Teacher จะบอกว่าคำตอบผิด ทั้งๆ ที่คำตอบนี้ Teacher คนแรกเป็นคนเฉลย) และนั่นเองที่ทำให้นักเรียนเกิดความสับสนได้ง่ายๆ ว่าสรุปแล้ว อันไหนคือคำตอบที่ถูกหลักกันแน่

สรุป >> โดยรวมๆ แล้วถือว่ามี ส่วนที่ชอบ มีมากกว่า ส่วนที่ไม่ชอบ แต่ของอย่างนี้ ถ้าไม่ลองด้วยตัวเองก็คงไม่รู้นะฮะ เพราะแต่ละคนก็จะรับและซึมซับกับวิธีการสอนแต่ละแบบได้ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

ก็แนะนำว่า ให้ลองเข้าไปคุยกับทางเจ้าหน้าที่ และขอทดลองเรียนฟรีดูก่อนก็ได้ฮะ ที่นี่เค้าให้ทดลองเรียนได้ฟรี 2 คาบ คือ Conversation กับ Grammar อย่างละคาบ และไม่ต้องกลัวว่าจะเจอ Hard Sale นะฮะ เจ้าหน้าที่และ Sale ที่นี่ โอเคเลยครับ ไม่ตื้อเลย

สนใจ ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเวบไซท์ของสถาบันเลยฮะ คลิกที่นี่

สุดท้ายนี้ ก็ขอฝากงานรีวิวเรื่องอื่นๆ ไว้ด้วยนะฮะ

Facebook Comments
Exit mobile version