Home Movies Zack Snyder’s Justice League กับแนวทางที่ตั้งใจจะให้เป็นตั้งแต่แรก

[รีวิว] Zack Snyder’s Justice League กับแนวทางที่ตั้งใจจะให้เป็นตั้งแต่แรก [Movie] [Mini Series]

[Review] Zack Snyder’s Justice League [2021]

Zack Snyder’s Justice League ภาพยนตร์กึ่งมินิซีรีส์แนวซูเปอร์ฮีโร่ของทางค่าย Warner Bros. ที่ทางผู้กำกับเดิมอย่าง แซค ซไนเดอร์ ได้กลับมาสานต่องานเดิมที่เค้าได้ทำค้างเอาไว้ หลังจากที่เขาได้ถอนตัวไปจากโปรเจคเนื่องจากเหตุผลส่วนตัว แล้วปล่อยให้ Joss Whedon มาสานงานต่อและออกฉายไปเมื่อปี 2017

ซึ่งในฉบับปี 2021 นี้จะเป็นการนำฟุตเทจเดิมที่ แซค ได้ถ่ายทำเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วมาตัดต่อร้อยเรียงใหม่ ใส่ CG ใหม่ แถมยังได้ถ่ายทำบางส่วนเพิ่มเติมอีก เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางที่เค้าอยากให้เป็นมากที่สุด โดยนำมาลงฉายสตรีมมิ่งออนไลน์ทางช่อง HBO Go ในปี 2021

และด้วยการที่ได้ลงฉายทางช่องสตรีมมิ่งนี่เอง จึงทำให้ข้อจำกัดทางด้านของเวลาในการฉายหมดไป นั่นจึงทำให้ จัสติส ลีค ฉบับ แซค ซไนเดอร์ นี้ มีความยาวถึง 4 ชั่วโมง 2 นาทีเลยทีเดียว

Zack Snyder’s Justice League

เนื้อเรื่อง/เรื่องย่อ
เรื่องราวดำเนินเรื่องต่อจาก Batman V Superman: Dawn of Justice ในช่วงจังหวะการปะทะกันครั้งสุดท้ายของ Superman กับ Doomsday นั้น ก่อนที่ Superman จะสิ้นใจ เขาได้ตะโกนร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และเสียงแผดร้องของเขานี่เอง ที่ส่งคลื่นพลังกระจายออกไปทั่วโลก ส่งผลให้ Mother Boxes 2 ใน 3 กล่องที่หลับใหลอยู่ยังเกาะเทอมิสกีร่าซึ่งดูแลโดนชนเผ่า Amazon และ ที่ดินแดนแอตแลนติสใต้ท้องสมุทรซึ่งดูแลโดยชาว Atlantean ได้ตื่นขึ้น

จึงทำให้ Steppenwolf (รับบทโดย Ciarán Hinds) หนึ่งในมือขวาของ Darkseid (รับบทโดย Ray Porter) ได้รับรู้ถึงที่อยู่ของ Mother Boxes ที่ Darkseid ได้ตามหามานาน ดังนั้น สเตฟเพนวูลฟ์ พร้อมเหล่ากองทัพลูกสมุน Parademon จำนวนมาก จึงได้บุกมายังโลกเพื่อมารวบรวม Mother Boxes ทั้ง 3 กล่อง

เพื่อปกป้องภัยตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในครั้งนี้ Batman จึงต้องทำการรวบรวมสมาชิกเหล่า Metahuman มาร่วมทีมเพื่อรับมือกับเหล่าศัตรูตัวร้ายเหล่านี้

ความรู้สึกหลังจากดูจบ
สมกับความยาว 4 ชั่วโมง 2 นาทีเลยฮะ รายละเอียดต่างๆ เยอะมาก ทั้งในส่วนของตัวเนื้อเรื่องเองและปูมหลังของตัวละครแต่ละตัว จนรู้สึกว่าฉบับที่ฉายโรงในปี 2017 นั้นด้วยเงื่อนไขทางด้านของเวลาในการฉายต่อให้ แซ็ค ได้ทำเองจนจบโปรเจคตั้งแต่แรก ก็ไม่น่าจะทำออกมาได้ดีไปกว่าที่ จอซ วีดอน ทำมากนัก (อาจจะทำได้ดีกว่าในแง่ที่เป็นคนต้นคิดตั้งแต่แรก ไม่ใช่มาสานต่องานคนอื่นแบบที่ จอซ ทำ)

และก่อนที่คุณจะเริ่มดูนั้น คุณต้องปรับจูนความคิดและทัศนคติหนึ่งก่อนจะดูว่า นี่คือ มินิซีรีส์ ไม่ใช่ ภาพยนตร์ ดังนั้น วิธีการเล่าเรื่องจะเป็นในลักษณะคล้ายๆ กับซีรีส์มากกว่าภาพยนตร์ (แม้ว่าความตั้งใจแรกคือจะทำออกมาเป็นภาพยนตร์ก็ตาม) ซึ่งข้อดีของวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้คือเราจะได้เห็นที่มาที่ไปและเข้าใจในการกระทำของตัวละครแต่ละตัวอย่างชัดเจนมากขึ้น

ตัวซีรีส์จะแบ่งพาร์ทการนำเสนอออกมาเป็น 6 พาร์ทด้วยกันคือ
Part 1 “Don’t Count On It, BATMAN”
Part 2 “The Age of Heroes”
Part 3 “Beloved Mother, Beloved Son” พาร์ทนี้เป็นซีนใหม่เกือบทั้งหมด
Part 4 “Change Machine”
Part 5 “All The King’s Horses”
Part 6 “Something Darker”

อธิบายง่ายๆ ก็คล้ายๆ กับการแบ่งเป็น Episode ของซีรีส์นั่นแหละฮะ ดังนั้น ใครที่ไม่สามารถดูรวดเดียวจบได้ ก็สามารถแบ่งดูเป็นตอนๆ ได้

รายละเอียดที่เพิ่มขึ้นมาก็จะเป็นพวกปูมหลังของตัวละครแต่ละตัว ที่จะพาเราให้ไปรู้จักกับพวกเขามากขึ้น ทั้งเรื่องราวความประทับใจแรกพบของ Barry Allen/The Flash (รับบทโดย Ezra Miller) กับ Iris West (รับบทโดย Kiersey Clemons)

หรือจะเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์พ่อ-ลูกของ Victor Stone/Cyborg (รับบทโดย Ray Fisher) กับ Dr. Silas Stone (รับบทโดย Joe Morton)

ไหนจะเป็นเรื่องราวกุ๊กกิ๊กเล็กๆ ที่พอให้ได้จิ้นกันบ้างระหว่าง Bruce Wayne/Batman (รับบทโดย Ben Affleck) กับ Diana Prince/Wonder Woman (รับบทโดย Gal Gadot)

นอกจากนี้ เรายังจะได้เห็นบทบาทที่มากขึ้นของพ่อบ้านตระกูลเวย์น อย่าง Alfred Pennyworth (รับบทโดย Jeremy Irons) และ ผบ.ตร. James Gordon (รับบทโดย J.K. Simmons)

อีกทั้งเรายังจะได้เห็นปมประเด็นในใจและแรงจูงใจในการกระทำของ สเตพเพนวูลฟ์ เพิ่มมากขึ้นดูมีมิติมากขึ้นอีกต่างหาก นอกเหนือจากภาพลักษณ์ตัวร้ายที่แบนราบอย่างที่เราเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ในฉบับของ จอซ วีดอน

ส่วนพ่อพระเอกของเรา Kal-El/Clark Kent/Superman (รับบทโดย Henry Cavill) นั้นก็ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมมากนัก นอกจากชุดสูทสีดำที่โคตรสวยเลยฮะ กับฉากแอ็คชั่นโชว์เทพที่เพิ่มขึ้นอีกหน่อย

แต่ที่ชอบที่สุดเลยก็เห็นจะเป็นเรื่องราวของ Arthur Curry/Aquaman (รับบทโดย Jason Mamoa) ที่สามารถเชื่อมต่อกับหนังเดี่ยวของเขาที่ออกฉายไปเมื่อปี 2018 ได้อย่างลงตัวทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีการเซอร์ไพรซ์คนดูอีกชุดใหญ่ด้วยการปรากฎตัวของตัวละครอีกหลายๆ ตัว ที่ออกมายั่วให้แฟนๆ ได้ฟินกันอีกเพียบเลย

สำหรับฉากแอ็คชั่นนั้น พูดได้เต็มปากว่า Perfect มากฮะ เต็มอิ่มและทรงพลังมาก งาน CG ก็ดูดีและดีไซน์ได้อย่างสวยงามเลย

อีกส่วนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ Score เพลงประกอบในทุกๆ ซีน จากผลงานของ Tom Holkenborg หรือที่รู้จักกันในนามปากกา Junkie XL ที่มีส่วนช่วยเติมเต็มให้กับภาพยนตร์ชุดนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

และช่วง 18.30 นาทีสุดท้ายนี่เรียกว่าช่วงพีคในพีคเลยก็ว่าได้ จนอยากให้ทาง Warner Bros., แซค และนักแสดงทุกทุกคนกลับมาสานต่องานใน Justice League 2 ตามแนวทางที่ปูไว้นี้ต่อสุดๆ เลยฮะ

สรุป >> ให้ 9 เต็ม 10 เลยฮะ สมกับการกลับมาสานต่องานของตัวเองให้จบอย่างสมบูรณ์เท่าที่เวลาและงบประมาณจะเอื้ออำนวย และคุ้มค่าแก่การรอคอยของแฟนๆ จริงๆ ฮะ แต่ขอหัก 1 คะแนนให้กับบางซีนที่ยืดเยื้อไปหน่อยโดยที่ไม่จำเป็นเลย แถมยังยัดซีนประเภทสโลโมชั่นเข้ามาเยอะเกินไปหน่อยอีกด้วย

และถ้าจะให้เปรียบเทียบกันระหว่างเวอร์ชั่นของ แซค กับ จอซ ต้องบอกเลยว่าการตีความและการนำเสนอค่อนข้างที่จะแตกต่างกันอยู่มากเลยฮะ แม้ว่าปลายทางจะจบคล้ายกัน แต่เรื่องราวระหว่างทาง แทบจะเป็นคนละเรื่องกันเลย


และสำหรับใครที่กำลังตามหาแผ่น Blu-rey หรือ DVD มาเก็บสะสมไว้ ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะฮะที่ในบ้านเรา ตอนนี้ไม่มีผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่ายเจ้าไหนเอาเข้ามาเลยนะฮะ แต่ถ้าใครไม่สนแผ่นไทย ตอนนี้มีแผ่นของฮ่องกงจำหน่ายอยู่นะฮะ มี 2 เวอร์ชั่น (แต่ไม่มีทั้งพากย์ไทยและซับไทยทั้ง 2 เวอร์ชั่นเลยนะฮะ) คือ

สุดท้ายนี้ ก็ขอฝากเพจไว้ด้วยเช่นเคย คลิกกันเข้าไปอ่านเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมกันได้เลยฮะ

Exit mobile version