Home Movies Blood Red Sky (ฟ้าสีเลือด) เมื่อแวมไพร์ปะทะกับไฮแจ๊ค

[รีวิว] Blood Red Sky (ฟ้าสีเลือด) เมื่อแวมไพร์ปะทะกับไฮแจ๊ค [Movie]

[Review] Blood Red Sky (ฟ้าสีเลือด) [2021]

Blood Red Sky (ฟ้าสีเลือด) ภาพยนตร์สัญชาติเยอรมันแนว Drama Action Horror ไอเดียดีของ Netflix Original ซึ่งผลิตโดย Rat Pack Filmproduktion

เขียนบทโดย Stefan Holtz และ Peter Thorwarth
กำกับโดย Peter Thorwarth

Blood Red Sky (ฟ้าสีเลือด) [2021]

เนื้อเรื่อง/เรื่องย่อ
เรื่องราวของ Nadia (รับบทโดย Peri Baumeister) และ Elias (รับบทโดย Carl Anton Koch) 2 แม่ลูกชาวเยอรมันที่กำลังเดินทางไปยังนิวยอร์คประเทศสหรัฐฯ โดยเที่ยวบิน Transatlantic 473 เพื่อหาทางรักษาอาการป่วยของคุณแม่

แต่ในระหว่างเดินทางจู่ๆ ภายในเครื่องบินก็เกิดความโกลาหลขึ้นเมื่อมีผู้ก่อการร้ายกลุ่มหนึ่งที่นำโดย Berg (รับบทโดย Dominic Purcell ผู้ที่เคยฝากผลงานไว้ในซีรีส์ชุด Prison Break และ DC’s Legends of Tomorrow) ที่แฝงตัวเป็นทั้งผู้ช่วยนักบิน, สจ๊วดและผู้โดยสาร ได้ทำการบุกยึดเครื่องบินเอาไว้และจับผู้โดยสารเป็นตัวประกัน หลังจากที่ยึดเครื่องได้พวกเขาก็ได้หันหัวเครื่องบินไปยังกรุงลอนดอนแทนโดยหวังจะก่อการวินาศกรรมครั้งใหญ่ โดยได้ทิ้งข้อความเอาไว้ว่าเป็นการก่อการร้ายโดยกลุ่มพี่น้องชาวมุสลิมเพื่อเบนความสนใจ

ในระหว่างที่กำลังควบคุมสถานการณ์ภายในเครื่อง Eightball (รับบทโดย Alexander Scheer) 1 ในผู้ก่อการร้ายได้ทำผิดมหันตด้วยการยิง นาเดีย ที่ลุกออกจากที่นั่งเพื่อวิ่งไปตาม เอเลียส ลูกชายของเธอให้กลับมานั่งที่เดิม เพื่อเป็นการลงโทษที่เธอไม่ยอมนั่งอยู่กับที่นั่งตามคำสั่ง

และนั่นเองที่เป็นการปลุกสัญชาตญาณดิบและตัวตนที่ซ่อนเร้นเอาไว้ของ นาเดีย ให้ออกมา จนกระทั่ง…

ความรู้สึกหลังจากดูจบ
อืม จะพูดยังไงดี คืออารมณ์ของหนังมันไม่ค่อยสุดเท่าไหร่นะฮะ โดยองค์รวมของหนังทำออกมาได้สนุกแค่ในระดับหนึ่งเท่านั้นฮะ

ทั้งๆ ที่พลอตมีความแปลกใหม่และน่าสนใจ อย่างการนำพลอตแวมไพร์กระหายเลือดมาผสมผสานเข้ากับพลอตผู้ก่อการร้ายบุกยึดเครื่องบิน แถมฉากแอ็คชั่นนี่ก็มีเยอะมากนะฮะ แทบจะตลอดทั้งเรื่องเลย แต่ในระหว่างทางกลับไม่สามารถดึงให้เราตามติดไปกับมันได้ตลอดทั้งเรื่องฮะ มีแอบง่วง แอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นบ้าง

แวมไพร์ในเรื่องนี้ก็มาแนวคล้ายๆ ซอมบี้ซะงั้น คือโดนกัดแป๊บๆ ก็ติดเชื้อและกลายร่างไล่กัดคนไปทั่วซะแล้ว

บางจังหวะก็มี Flashback เล่าย้อนให้เราเห็นถึงที่มาที่ไปของตัวละครบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยช่วยให้หนังดูน่าสนใจมากขึ้นเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในช่วง 20 กว่านาทีแรกของเรื่องที่หมดไปกับบทสนทนาและภาพ Flashback ของตัวละครแม่ลูก ที่แม้ว่าจะดูน่าสนใจ แต่มันก็ดูอืดๆ เนือยๆ ไปด้วยในตัว

ส่วนตัวละครลูกอย่าง อีเลียส ที่แม้ในเรื่องจะแสดงให้เห็นถึงความฉลาดมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่กลับกลายเป็นตัวละครที่สร้างความน่ารำคาญได้ในระดับหนึ่งเลยนะฮะ และเรื่องราวที่มันเลยเถิดจนกลายเป็นจุดพลิกผันของเรื่อง ก็มาจากความดื้อไม่เชื่อฟังแม่ของอิเด็กคนนี้แหละฮะ ซึ่งถ้าจะมองในมุมของความเป็นจริงแล้ว นี่ก็คือการพฤติกรรมปรกติของเด็กที่คิดว่าตัวเองฉลาดนั่นแหละฮะ ที่คิดว่าตัวเองสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดข้นได้ จนมองข้ามความอันตรายที่จะเกิดขึ้นหากตัวเองทำผิดพลาดขึ้นมา

สรุป >> ให้ไป 6.5 เต็ม 10 ละกันฮะ หนังพอดูได้เพลินๆ (แอบชวนง่วงในบางช่วง) แต่ก็ไม่ได้เป็นหนังที่แย่นะฮะ เพียงแต่ไม่ค่อยถูกจริตกับอะไรหลายๆ อย่างที่ปรากฎในหนังเรื่องนี้ ถ้าคุณสามารถมีสามารถจดจ่อไปกับหนังได้ตั้งแต่ต้นจนจบ คุณก็น่าจะได้รับความสนุกกับหนังเรื่องนี้ฮะ

ท้ายนี้ ก็ขอฝากเพจไว้ด้วยเช่นเคย คลิกกันเข้าไปอ่านเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมกันได้เลยฮะ

Exit mobile version