[รีวิว] Money Heist (ทรชนคนปล้นโลก) ซีรีส์สุดมันส์จากประเทศสเปน [Series]

[Review] Money Heist (ทรชนคนปล้นโลก) [2017-Present]

Money Heist (ทรชนคนปล้นโลก, La Casa de Papel) ทีวีซีรีส์แนว Crime Drama สัญชาติสเปน จากผลงานการสร้างของ Álex Pina ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มทรชนที่วางแผนบุกเข้าปล้นเงินที่โรงกษาปณ์ของสเปน

ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีทางผู้สร้างตั้งใจจะผลิตออกมาเพียงแค่ 2 ซีซั่นเท่านั้น โดยออกากาศทางช่อง Antena 3 แต่หลังจากที่ Netflix ได้รับสิทธิ์ในการนำมาเผยแพร่สตรีมทั่วโลก ทาง Netflix ก็ได้เข้ามาดูแลงานสร้างเองตั้งแต่ซีซั่น 3 เป็นต้นไปภายใต้ Netflix Series Original

รับชมทั้ง 5 ซีซั่นได้ทาง Netflix

เนื้อเรื่อง/เรื่องย่อ
เรื่องราวของกลุ่มทรชนที่วางแผนการปล้นโรงกษาปณ์ของประเทศสเปน นำทีมโดยคนที่ใช้โค้ดเนมว่า The Professor (รับบทโดย Álvaro Morte) ซึ่งเป็นมันสมองของทีมและเป็นคนต้นคิดแผนการปล้นในครั้งนี้ โดยเขาได้ออกรวบรวมเหล่าโจรจากทั่วทุกสารทิศมาเข้าร่วมทีมปล้น และใช้โค้ดเนมที่เป็นชื่อเมืองของแต่ละประเทศแทนการเรียกชื่อจริงของแต่ละคน อันประกอบไปด้วย Berlin (รับบทโดย Pedro Alonso), Tokyo (รับบทโดย Úrsula Corberó), Moscow (รับบทโดย Paco Tous), Denver (รับบทโดย Jaime Lorente), Nairobi (รับบทโดย Alba Flores), Rio (รับบทโดย Miguel Herrán), Helsinki (รับบทโดย Darko Perić) และ Oslo (รับบทโดย Roberto García Ruiz)

โดยเป้าหมายที่แท้จริงของการปล้นในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่เงินในกองคลัง แต่เป็นการพิมพ์เงินออกมาเองตามจำนวนที่พวกเขาต้องการเลย ดังนั้นปัจจัยหลักที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการปล้นครั้งนี้ก็คือ “เวลา” ที่จะได้อยู่ในโรงกษาปณ์แห่งนี้ให้นานที่สุดเพื่อที่จะได้พิมพ์ออกมาให้ได้จำนวนตามที่พวกเขาตั้งเป้าไว้

แต่แม้ว่าแผนการปล้นจะวางมาดีแค่ไหน แต่ด้วยความที่กลุ่มคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่นักปฏิบัติตามแผนเท่าไหร่นัก อีกทั้งบางคนก็มักจะมีอารมณ์ที่ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยมากนั้น ดังนั้น พวกเขาเหล่านี้ก็พร้อมที่จะสติแตกและไม่ทำตามแผนได้ทุกเมื่อ แถมทางฝั่งตำรวจซึ่งนำทีมโดย Raquel Murillo (รับบทโดย Itziar Ituño) สารวัตรสาวที่กำลังมีปัญหาฟ้องหย่ากับสามีที่เป็นตำรวจหน่วยพิสูจน์หลักฐานเนื่องจากการถูกทำร้ายร่างกาย ก็ยังสามารถตามเกมของโปรเฟสเซอร์ ได้อย่างชนิดที่เรียกว่าหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว

การเชือดเฉือนไหวพริบระหว่างตำรวจและกลุ่มโจรจึงได้เริ่มต้นขึ้น

ความรู้สึกหลังดูจบ
จะว่ายังไงดี คือถ้าพูดตรงๆ เลยนะ จริงๆ แล้วซีรีส์ชุดนี้มันก็สามารถที่จะจบอยู่ที่ซีซั่น 2 นั่นแหละฮะ เพราะมันจบโดยสมบูรณ์ในตัวของมันไปแล้วตามที่ผู้สร้างวางไว้แต่แรก

แต่ด้วยศักยภาพของตัวซีรีส์เองที่ยังมีอะไรให้เล่นได้อีกเยอะ ดังนั้นพอมาอยู่ในมือของ Netflix แล้ว จึงไม่พลาดโอกาสที่จะสานต่อตัวซีรีส์นี้ต่อไป เราจึงได้ดูซีซั่น 3 กันต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งล่าสุด (วันที่เขียนรีวิว) ตัวซีรีส์ก็เดินทางมาถึงครึ่งแรกของซีซั่น 5 แล้ว และครึ่งหลังของซีซั่น 5 มีกำหนดการฉายวันที่ 3 ธันวาคม 2021 นี่แหละฮะ

และด้วยความที่ได้ทุนมากขึ้นกว่าเดิมนี่เอง จึงทำให้งานด้านโปรดักชั่นตั้งแต่ซีซั่น 3 เป็นต้นไป จึงดูอลังการและบ้าคลั่งมากขึ้นตามไปด้วย

แต่ถ้าดูในภาพรวม จะว่าไปก็เหมือนเป็นการพยายามดันทุรังสร้างอยู่เหมือนกันนะฮะ เพราะในเรื่องของพลอตต่างๆ ดูไม่ค่อยจะลงตัวเท่าไหร่นักและชั้นเชิงในการเล่าเรื่องก็ไม่คมเท่ากับใน 2 ซีซั่นแรก

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องที่แปลกอยู่เหมือนกันนะฮะ เพราะแม้การวางพลอตเรื่องจะดูเป็นการดันทุรังไปหน่อย แต่กลับเป็นการดันทุรังที่ทำออกมาได้สนุกมากๆ และด้วยสเกลของเรื่องดูใหญ่ขึ้น ฉากแอ็คชั่นล้างผลาญจึงมีมากขึ้นเป็นเท่าตัวเลยฮะ โดยเฉพาะในช่วงซีซั่น 5 นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนังสงครามเลยก็ว่าได้ โคตรมันส์เลยฮะ

ในส่วนของตัวละคร ก็มีหลายๆ คนที่ดูแล้วอาจจะไม่ชอบการกระทำบางอย่างของตัวละครหลายๆ ตัวที่มักจะทำตัวน่ารำคาญ มีการตัดสินใจที่มักจะทำอะไรที่ดูโง่ๆ ไปหน่อย แต่ถ้าลองมองลึกๆ แล้วจะเห็นว่าทุกการกระทำและการตัดสินใจของตัวละครแต่ละตัว มันถูกปูพื้นเอาไว้แล้วตลอดทั้งเรื่องว่าตัวละครแต่ละตัวมีอุปนิสัยใจคออย่างไรบ้าง ดังนั้นการจะทำอะไรโง่ๆ น่ารำคาญอย่างที่เห็นมันก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจอะไรมากนัก

โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่าตัวซีรีส์เองจะให้อารมณ์คล้ายๆ กับหนังอย่าง Ocean Eleven, The Italian Job (เวอร์ชั่นปี 2003 ที่นำแสดงโดย Mark Wahlberg) หรือซีรีส์อย่าง Prison Break อยู่เหมือนกันนะฮะ

Money Heist (ทรชนคนปล้นโลก) [2017-Present]

สรุป >> ให้ไป 8 เต็ม 10 ละกันฮะ ซีรีส์สนุกและมันส์มาก ช่วงชิงไหวชิงพริบกันก็ทำได้ตื่นเต้นและลุ้นระทึกมากฮะ แต่มีบางช่วงบางจังหวะที่มีแอบเวิ่นเว้อไปหน่อย

สุดท้ายนี้ ก็ขอฝากเพจไว้ด้วยเช่นเคย คลิกกันเข้าไปอ่านเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมกันได้เลยฮะ

Facebook Comments