[รีวิว] Signal (สัญญาณลับ ล่าข้ามเวลา) ซีรีส์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซีรีส์สืบสวนที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง [Series]

[Review] Signal (สัญญาณลับ ล่าข้ามเวลา) [2016]

Signal (시그널, สัญญาณลับ ล่าข้ามเวลา) ซีรีส์แนว Suspense Crime สัญชาติเกาหลีใต้ ที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์เรื่อง Frequency (เจาะเวลาผ่าความถี่ฆ่า) ที่ออกฉายไปเมื่อปี 2000 (นำแสดงโดย Dennis Quaid และ Jim Caviezel) โดยแต่ละคดีที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้น ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากคดีที่เกิดขึ้นจริงในเกาหลีใต้

ซีรีส์ชุดนี้ ได้รับการย่องว่าเป็นหนึ่งในซีรีส์สืบสวนที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของเกาหลีใต้เลย ซึ่งการันตีด้วยรางวัลบทประพันธ์ยอดเยี่ยม, ซีรีส์ยอดเยี่ยมจาก 52nd Baeksang Arts Awards 2016 และรางวัลนักเขียนยอดเยี่ยมจาก 5th APAN Star Awards 2016

เขียนบทโดย Kim Eun-hee
กำกับโดย Kim Won-seok

นำแสดงโดย
Lee Je-hoon รับบทเป็น Park Hae-young
Kim Hye-soo รับบทเป็น Cha Soo-hyun
Cho Jin-woong รับบทเป็น Lee Jae-han
Jang Hyun-sung รับบทเป็น Kim Bum-joo
Jung Hae-kyun รับบทเป็น Ahn Chi-soo
Kim Won-hae รับบทเป็น Kim Gye-chul
Lee Yoo-jun รับบทเป็น Jung Han-ki
Kang Chan-hee รับบทเป็น Park Sun-woo

รับชมได้ทาง Netflix มีจำนวนท้งหมด 16 ตอน

เนื้อเรื่อง/เรื่องย่อ
เรื่องราวของ ผู้หมวดพัคฮเยยอง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากร ที่สูญสิ้นศรัทธาในการทำงานของตำรวจเนื่องจากปมเหตุในสมัยเด็กของเขา เมื่อ พัคซุนอู พี่ชายของเขาต้องกลายเป็นแพะรับรับบาปในคดีรุมโทรมเด็กนักเรียนหญิงเขตอินจู และหลังจากพ้นโทษออกมาพี่ชายของเขาก็มาเสียชีวิตไปจากการฆ่าตัวตาย โดยที่เขาเองเป็นผู้พบศพของพี่ชายภายในบ้าน

วันหนึ่งหลังจากที่ พัคฮเยยอง ย้ายมาประจำการอยู่ที่สถานตำรวจจินยังนั้น เขาได้ยินเสียงเรียกชื่อเขาจากวิทยุสื่อสารเก่าๆ เครื่องหนึ่งอยู่ในถุงขยะที่กำลังจะนำไปทิ้ง โดยปลายสายของวิทยุสื่อสารนั้นคือ ตำรวจสายสืบอีแจฮัน ที่หายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นเวลากว่า 15 ปีแล้ว โดย อีแจฮัน ได้พูดถึงเบาะแสสำคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีลักพาตัวคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน และกำลังจะหมดอายุความ พวกเขาจึงต้องพยายามช่วยกันสืบหาตัวคนร้ายตัวจริงให้ได้ก่อนที่คดีนี้จะหมดอายุความในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของชะตากรรมที่ผูกโยงระหว่าง พัคฮเยยอง และ อีแจฮัน ที่มีชีวิตอยู่กันคนละช่วงเวลา

ความรู้สึกหลังดูจบ
โอ้โห!!! สมคำร่ำลือจริงๆ ฮะ ดำเนินเรื่องได้ดีมากๆ บทดี เดินเรื่องไว ตื่นเต้น และสนุกมากๆ แต่ละตอนชวนให้ติดตามเรื่อยๆ เลยฮะ (คำว่า “ขออีกตอนพอ จะนอนแระ” ใช้ไม่ได้กับเรื่องนี้ฮะ)

ซีรีส์เล่าเรื่องราว 2 ช่วงเวลา ผ่านตัวละครหลัก 2 ตัวคือ พัคฮเยยอง และ อีแจฮัน ซึ่งจุดนี้เองที่อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนสำหรับคนที่ไม่ชอบหนัง/ซีรีส์ที่เล่าสลับช่วงเวลาไปมาแบบนี้ และที่สำคัญคือ สำหรับตัวละคร อีแจฮัน นั้น ก็ไม่ได้อยู่แค่ในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น เพราะเรื่องราวของเขานั้น จะย้อนไปเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ในช่วงปี 1989-2000 เลยทีเดียว (ในขณะที่ตัว พัคฮเยยอง นั้นจะอยู่แค่ในช่วงปี 2015 เท่านั้น)

ซึ่งช่วงแรกๆ ที่ดู ก็ลุ้นอยู่เหมือนกันว่าซีรีส์จะมองข้ามเรื่องของกฎการเปลี่ยนแปลงอดีต ประเภท Butterfly Effect หรือเปล่านะ แต่สรุปคือไม่หลุดฮะ เก็บรายละเอียดในส่วนนี้ได้ดีพอสมควร

สิ่งหนึ่งที่ชอบเลยสำหรับเรื่องนี้ (รวมถึงซีรีส์เกาหลีแนวนี้อีกหลายๆ เรื่อง) ก็คือ การกล้าเล่นเกี่ยวกับเรื่องของการคอรัปชั่น การใช้อำนาจในทางที่ผิดของผู้ที่มีตำแหน่งระดับสูง ซึ่งถ้าเป็นบ้านเรา ไอเรื่องทำนองนี้คงไม่มีมาให้เห็นแน่นอน หรือถ้าใครทำออกมาก็คงจะโดนแบนไปตามระเบียบ ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเรื่องที่เราๆ ท่านๆ ก็รู้อยู่แล้วว่ามันมีเรื่องแบบนี้ในสังคมเราจริงๆ แต่มันพูดไม่ได้

แต่สำหรับจุดที่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก ก็จะมีอยู่ 2 จุดคือ ในช่วงประมาณ 4 EP สุดท้ายที่ค่อนข้างจะยืดไปหน่อย แทนที่อารมณ์หนังมันใกล้จะถึงจุดไคลแมกซ์แล้ว แต่กลับไปยืดและอัดซีนดราม่ามากเกินไปจนรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียด อีกจุดหนึ่งก็คือตอนจบที่มันให้ความรู้สึกว่ามันยังไม่จบอ่ะ ไม่ใช่ว่าอารมณ์เราไม่จบแบบประมาณว่า Move On ไม่ได้นะฮะ แต่คือมันจบแบบยังไม่จบอ่ะฮะ มันค้างคามากกว่า จนอยากจะตะโกนบอกผู้กำกับว่าขอต่ออีกสักตอนให้มันเคลียร์ๆ หน่อยได้มั้ยฟระ

สรุป >> ให้ไป 8 เต็ม 10 นะฮะ เดินเรื่องไว บทแข็งแรงมาก ดูสนุกและชวนให้ติดตามได้ตลอดทั้งเรื่อง

สุดท้ายนี้ ก็ขอฝากเพจไว้ด้วยเช่นเคย คลิกกันเข้าไปอ่านเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมกันได้เลยฮะ

Facebook Comments