[รีวิว] Project Power เมื่อพลังเหนือมนุษย์หาซื้อกันได้ง่ายๆ เหมือนยาเสพติด [Movie]

[Review] Project Power (2020)


Project Power ภาพยนตร์ Action Sci-Fi ที่ว่าด้วยเรื่องราวของยาวิเศษชนิดหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนให้ผู้ที่ได้กินมันเข้าไปกลายเป็นมนุษย์ที่มีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ ในระยะเวลา 5 นาที

เขียนบทโดย Mattson Tomlin
กำกับโดย Henry Joost และ Ariel Schulman

สามารถรับชมได้ทาง NETFLIX

เนื้อเรื่อง/เรื่องย่อ
ณ เมืองนิวออร์ลีนส์ ได้มีกลุ่มคนลึกลับกลุ่มหนึ่งได้นำยาวิเศษที่ชื่อว่า “Power” มาเสนอให้กับเหล่าแกงค์ค้ายา โดยเป็นการมอบให้แบบ “ฟรีๆ” กันเลยทีเดียว ซึ่งก็แล้วแต่ว่าคนที่ได้รับยาไปจะนำไปใช้เองหรือขายต่อก็ได้

และคุณสมบัติของยาวิเศษนี้ก็คือ ใครก็ตามที่ได้กินยาตัวนี้เข้าไปจะมีพลังพิเศษเหนือมนุษย์เป็นเวลา 5 นาที

หลังจากนั้น ยา Power ก็ได้เริ่มแพร่กระจายไปทั่วเมืองนิวออร์ลีน และ 6 สัปดาห์ต่อมา นิวออร์ลีนส์ก็เกิดความวุ่นวายไปทั่วเมือง เมื่อเหล่าโจรขโมยต่างก็ใช้ยาตัวนี้เพื่อออกก่ออาชญากรรม และด้วยเหตุนี้ยา Power จึงถูกจัดให้เป็นสิ่งผิดกฎหมายทันที

แต่เพื่อที่จะสามารถต่อกรกับเหล่าคนร้ายเหล่านี้ Frank Shaver (รับบทโดย Joseph Gordon-Levitt) นายตำรวจนอกเครื่องแบบของเมืองนิวออร์ลีนส์ จึงต้องหายา Power มาใช้ก่อนออกปฏิบัติงานเช่นกัน (แม้จะขัดต่อกฎหมายก็ตามที) โดยเขาได้ซื้อจาก Robin (รับบทโดย Dominique Fishback) เด็กสาวผิวสีที่เป็น 1 ในผู้ขายยา Power ในเขตนี้

วันหนึ่ง โรบิน ได้เจอกับ Art (รับบทโดย Jamie Foxx) อดีตนายพันจากหน่วย Delta Force ของกองทัพสหรัฐฯ ที่กำลังออกตามหาเบาะแสของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตและปล่อยยา Power นี้

เรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไร ไปลองหาชมกันดูนะฮะ

ความรู้สึกหลังดูจบ
เรียกได้ว่าเป็นหยิบเอาหนังแนวตำรวจไล่จับพ่อค้ายาเสพติดทั่วไป มาตีความใหม่ให้มีความบันเทิงในแบบหนังซูเปอร์ฮีโร่ยอดมนุษย์อะไรประมาณนั้น เพราะยาเสพติดที่ว่าถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นยาเพิ่มพลังเหนือมนุษย์แทน

เป็นหนังที่ขายฉากแอ็กชั่นมันส์ๆ ดูเพลินดี แต่ก็ไม่ได้หวือหวาจนน่าจดจำ แถมเนื้อเรื่องก็แสนจะธรรมดาไม่ได้มีอะไรโดดเด่นหรือซับซ้อนอะไรเลย ทั้งๆ ที่พลอตและไอเดียของเรื่องมีความสนใจนะ แต่ดันเล่นเพลย์เซฟไปหน่อย

แถมหนังยังได้ 2 ดาราดังอย่าง Jamie Foxx และ Joseph Gordon-Levitt มาช่วยแบกให้หนังมีความน่าสนใจมากขึ้น แต่ก็ช่วยได้เพียงแค่ผิวๆ เท่านั้นแหละ เพราะอย่างที่บอกข้างต้น ว่าเนื้อเรื่องมันไม่ได้มีอะไรมาก น่าเสียดายของมากๆ (ทั้งพลอต, ไอเดีย และพลังดารานักแสดง)

สรุป > หนังดูง่าย คลายสมองดี ฉากแอ็กชั่นอยู่ในระดับกลางๆ ดูได้เพลินๆ แต่จบแล้วก็จบไปไม่มีอะไรให้คิดถึงต่อ

ท้ายนี้ ก็ขอฝากเพจไว้ด้วยเช่นเคย คลิกกันเข้าไปอ่านเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมกันได้เลยฮะ

Facebook Comments